วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ตลาดร้อยปี สามชุก

ตลาดร้อยปีสามชุก




การเดินทาง สู่ตลาดสามชุก จากกรุงเทพฯ ผ่าน อ. บางบัวทอง จ. นนทบุรี ไปจนถึงตัว จ.สุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 107 กม. จากนั้นไปตามหลวงหมายเลข 340 แยกเข้า อ. สามชุก ตัวตลาดอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุก



ตลาดสามชุก เป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี แต่เมื่อถนนคือ เส้นทางจราจรทางบกที่เข้ามาแทนที่การเดินทางทางน้ำ ทำให้คนหันหลังให้กับแม่น้ำท่าจีน ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมน้ำเริ่มลดลง บรรยากาศการค้าขายในตลาดสามชุกก็เริ่มซบเซา และเมื่อต้องแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และตลาดนัดภายนอก ทำให้ร้านค้าภายในตลาดต้องหาทางปรับตัว และเมื่อราชพัสดุ เจ้าของที่ดินที่ชาวบ้านเช่าที่ดินมายาวนาน ดำริจะรื้ออาคารตลาดเก่า สร้างตลาดใหม่ จึงทำให้ชาวบ้านพ่อค้าที่อยู่ในตลาดสามชุก ครูอาจารย์ที่เห็นคุณค่าตลาดเก่า รวมตัวเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ระดมความคิด หาทางอนุรักษ์ตลาดและที่อยู่ของตนไว้ และหาทางฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เป็นที่มาของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ร้านค้าในตลาดมีประมาณ 300 ร้าน เจ้าของร้าน 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวตลาดสามชุก อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นชุมชนรอบข้าง ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนถิ่นอื่นเข้ามาร่วมทำมาหากิน



เดินเข้ามาในตลาดเรื่อยๆ บรรยากาศก็จะเป็นแบบตลาดเก่า มีข้าวของเก่าๆ แต่ยังคงสภาพดี ที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว อย่างเช่น ของเล่นไขลาน โมเดลเครื่องบิน ตุ๊กตาไม้ไผ่เป็นรูปต่างๆ มาวางขายและให้ได้ชมกัน แต่หลักๆก็คือ ของกิน เพราะของกินเยอะมาก เดินเข้ามาในตลาดเนี่ยมีแต่ของน่ากิน น่าทานทั้งนั้น เห็นทีน้ำหนักจะเพิ่มก็คราวนี้ล่ะ ที่แรกที่หมูหินต้องแวะชิม แวะถามก็เพราะสายตามันไปสะดุดกับป้ายที่เค้าเขียนว่า “ลูกลานลอยแก้ว” ด้วยความงงและสงสัยก็เลยเข้าไปถามว่ามันคืออะไร ได้ความว่าเป็น ลูกของต้นลาน (ต้นไม้ที่ใช้ใบมาทำพัด เรียกว่าใบลาน) 40-50 ปีจะออกลูกครั้งนึง พอออกลูกมาแล้วต้นก็จะตาย โอ้โห! หากินยากแบบนี้มีหรือจะพลาด ต้องลองชิม รสชาติก็จะคล้ายๆกับลูกตาล แต่จะนุ่มแล้วก็ร่วนกว่า อร่อยทีเดียวครับ

มีร้านกาแฟท่ารือส่ง “ศิวะนันต์พานิช” ที่บรรยากาศเทียบได้กับสภากาแฟในสมัยก่อน เพราะยังมีคนมานั่งจิบกาแฟและพูดคุยกัน ร้านนี้ถือว่าเป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนพูดคุย ของชาวตลาดก็ว่าได้ ร้านกาแฟท่าเรือส่งนี้เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ.2508 ขายตั้งแต่ราคาสามสตางค์ ห้าสตางค์ ตอนนี้ราคา 7-10 บาทแล้ว เปิดร้านกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น วันหนึ่งๆ เปลี่ยนคนชงสามกะผลัดกันดูแลร้าน เรียกได้ว่าเป็นร้านกาแฟคู่ตลาดสามชุกจริงๆ

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ ๗ ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว

บทที่ ๗ ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว

บทที่ 7

ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว




ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

บริษัทนำเที่ยว Tour Operator

ธุรกิจนำเที่ยว พรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ปี พ.ศ.2535 มาตราที่ 3 “การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวก เกี่ยวกับการเดินทาง สถานที่พัก อาหาร หรือมัคคุเทศก์ให้แก่นักท่องเที่ยว”



ประเภทของธุรกิจนำเที่ยว

1. ธุรกิจนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่

2. ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ

3. ธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศ



บทบาทหน้าที่ของ Travel Agency

- จัดหาราคาหรืออัตราสินค้าทางการท่องเที่ยว เช่น ราคาห้องพัก รถเช่า ฯลฯ

- การจองใช้บริการยานพาหนะ การจองตั๋วเครื่องบิน ต้องใช้ข้อมูล คือ จำนวนผู้โดยสารพร้อมชื่อ – นามสกุล เบอร์ ที่อยู่ ข้อมูลความต้องการพิเศษ

- รับชำระเงิน ARC ให้ Travel Agency ส่งรายงานจำนวนบัตรค่าโดยสารที่ขายแล้วได้รับแล้วนำเข้าบัญชี settlement account ซึ่ง ARC จะถอนไปชำระให้สายการบิน

- ส่งบัตรโดยสารหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง

- ช่วยเหลือลูกค้าในการซื้อสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวอื่น ๆ

- ช่วยในการซื้อบัตรโดยสาร

- ออกบัตรโดยสาร และเอกสารอื่น ๆ



ประโยชน์ของ Travel Agency

- ช่วยวางแผนและหาข้อมูลในการท่องเที่ยว

- ราคาที่ดีที่สุด

- ประหยัดเวลา

- ช่วยแก้ปัญหาในเวลาจำเป็น

- รู้จักผู้ประกอบการ และธุทรกิจที่ดีกว่าเรา



ลักษณะของตัวแทนการท่องเที่ยว (Travel Agency) ที่ดี

- เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของลูกค้าในการท่องเที่ยวได้

- นักขาย นักจิตรวิทยา ชำนาญเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว

- รู้ข้อได้เกรียบเสียเปรียบของการเดินทาง

- จัดหาบริการที่เหมาะสมกับลูกค้า

- รู้เรื่องภูมิศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ดี

- สามารถอ่านตารางยานภาหนะได้ทุกประเภทและรวดเร็ว



ประเภทของ Travel Agency มี 4 ประเภท

1. แบบที่มีมาแต่เดิม

-ประเภทเครือข่าย

-ประเภท Franchise

-ประเภท Consortium

-ประเภทอิสระ

2. แบบที่ขายทางอินเทอร์เน็ต

3. แบบชำนาญเฉพาะทาง

4. แบบประกอบธุรกิจจากที่พัก



การจัดตั้งธุรกิจนำเที่ยว

ทำเลที่ตั้ง

ธุรกิจที่ไม่อยู่ติดกับผู้บริโภคโดยตรง อาจตั้งย่านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก



แหล่งเงินทุน

เนื่องจากธุรกิจนำเที่ยวไม่ต้องลงทุนมากเหมือนอุตสาหกรรมอื่น เพียงมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับติดต่อสื่อสาร อาทิ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ เป็นต้น



การตลาด

คือ ลู่ทางการจัดจำหน่าย ส่วนแบ่งทางการตลาด การทำประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการวางแผน การทำวิจัยตลาด การส่งเสริมการขาย เป็นต้น



การจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว

หลักประกันอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

เฉพาะพื้นที่ 10,000 บาท ในประเทศ 50,000 บาท

Inbound 100,000 บาท

Outbound 200,000 บาท



บริษัททัวร์หรือผู้ขายส่งทัวร์

รูปแบบการท่องเที่ยวที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า อาจชำระรวมบัตรโดยสารเครื่องบิน ที่พัก และบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น



ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน เป็นต้น



โครงสร้างการบริหารของบริษัทนำเที่ยว

- แผนกบุคคลและมัคคุเทศก์

- แผนกจัดนำเที่ยวอิสระ

- แผนกจัดนำเที่ยวเป็นกลุ่มเพื่อเป็นรางวัล

- แผนกจัดรายการนำเที่ยว

- แผนกจัดนำเที่ยวภายในประเทศ

- แผนกจัดนำเที่ยวภายนอกประเทศ

- แผนกบริหาร

- แผนกขายและการตลาด

- แผนกปฏิบัติการและนำเที่ยว

- แผนกยานพาหนะ

- แผนกเอกสารธุรกิจ

- แผนกรับจองและขาย

- แผนกแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ



ประเภทของการจัดนำเที่ยว

ทัวร์แบบอิสระ

- เดินทางอิสระ

- วางแผนได้เอง

ทัวร์แบบไม่มีผู้นำเที่ยว

- เหมาจ่าย

- ให้คำปรึกษาได้

ทัวร์แบบมีผู้นำเที่ยว

- จ่ายเหมาที่รวมบริการ

- เดินทางเป็นกลุ่ม

- นิยมมากสำหรับพวกเดินทางครั้งแรก



อื่นๆ

- การจัดทัศนาจร (Day Tour) เดินทางไม่เกิน 24 ชั่วโมง

- ทัวร์แบบผจญภัย (Adventure Tour)



DMC

- เรื่องการขนส่ง

- เชี่ยวชาญการจัดเลี้ยง นันทนาการ



บริษัทรับจัดประชุม

- เลือกสถานที่

- ประสานงาน

- บริการด้านการเดินทาง ขนส่ง



มัคคุเทศก์

1. มัคคุเทศก์ทั่วไป

2. มัคคุเทศก์เฉพาะ

บทที่ ๖ ที่พักแรม

บทที่ ๖ ที่พักแรม

ความเป็นมาที่พักแรม

สากล : ยุโรปและอเมริกา

ที่พักแรมเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของนักเดินทางที่ไม่สามารถเดินทางไป-กลับในวันเดียวได้



รูปแบบที่พักพัฒนาไปตามความเจริญของเศรษฐกิจและระบบคมนาคมขนส่ง

- ยุคแรก ที่เป็นเพียงแค่สถานที่ให้บริการเฉพาะห้องพักสำหรับพักผ่อน

- ต่อมาเป็น Coaching Inn

- ศตวรรษที่ 18 รูปแบบที่พักเจริญขึ้นตามเมืองท่าและสถานีปลายทางพัฒนาเป็น Railway Hotel และ Resort



พัฒนาการของโรงแรมในประเทศไทย

สมัยอยุธยา

- น่าจะมีบริการที่พักสำหรับพ่อค้า ทูตหรือผู้เผยแผ่ศาสนาจากชาติต่าง ๆ

- วัดเสาธงทอง อยู่ระหว่างพระนารายณ์ราชนิเวศน์กับบ้านหลวงรับราชทูต ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี พระวิหารเดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุเหร่า ตามแผนที่ที่ทางฝรั่งเศสระบุว่าเป็นที่พำนักของชาวเปอร์เซีย

- ตึกปิจู (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เล็ก) ตึกคชสาร (ตึกโคระส่านหรือโคโรซาน) เป็นตึกเก่า สันนิษฐานว่าเป็นที่พำนักของราชทูต

สมัยต้นรัตนโกสินทร์

- บริการที่พักนักเดินทางชาวตะวันตก มีย่านชุมชนชาวตะวันตก ริมแม่น้ำเจ้าพระยา



กิจการ “โฮเต็ล” สำคัญในอดีต

- โอเรียนเตล โฮเทล สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลาสีชาวต่างชาติเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว

- โฮเตลหัวหิน หรือโรงแรมรถไฟหัวหิน สร้างเสร็จในสมัย รัชกาลที่ 6 โดยกรมรถไฟหลวง เป็นโรงแรมตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของไทย ปัจจุบันให้เอกชนเช่าดำเนินการในนาม โรงแรมโซฟิเทลหัวหิน

- โฮเต็ลวังพญาไท สมัยรัชกาลที่ 7 ปรับปรุงจากพระราชวังพญาไทใช้เป็นที่รับแขก

- โรงแรมรัตนโกสินทร์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 8 โดยสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต่อมาให้เอกชนเช่า ชื่อโรงแรมรอยัล

ปัจจุบันกิจการโรงแรมพัฒนาไปตามกระแสการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยว รวมทั้งมีการพัฒนาของกลุ่มโรงแรมไทยที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มดุสิตธานี เซนทรัล อมารี และอิมพีเรียล



พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547

โรงแรม คือ สถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้น มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้บริการพักชั่วคราว ไม่มีค่าตอบแทน

สถานที่พักซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวและดำเนินการโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ

หากให้บริการรายเดือนจะไม่ถือเป็นโรงแรม



ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรม

- ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

- ความสะอาด สุขอนามัย

- ภาพลักษณ์



ประเภทของที่พักแรม

โรงแรม

- Location

- Size

- Purpose of visit

- Price / rate

- Service level

- Classification / Grading

- Ownership and management

ที่พักนักท่องเที่ยว

- Youth hostels

- B & B

- Motel

- Timesharing

- Guesthouse

- Service Apartment



โรงแรมที่แบ่งตามทำเลที่ตั้ง

- โรงแรมในเมืองใหญ่ = ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

- โรงแรมในเมืองเล็ก = อยู่ในเมืองเล็ก

- โรงแรมชานเมือง = อยู่ชานเมืองหรือนอกเมือง

- สถานตากอากาศ = อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว

- โรงแรมท่าอากาศยาน = ให้บริการที่สนามบิน



โรงแรมที่แบ่งตามหน้าที่

- โรงแรมเพื่อการค้าและการพาณิชย์

- โรงแรมเพื่อการพักผ่อน

- โรงแรมเพื่อการประชุม

- โรงแรมเพื่อการพักอาศัย

- โรงแรมเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว



ระดับมาตรฐานของโรงแรม

สมาคมยานยนต์ในประเทศอังกฤษและราชยานยนต์สโมสรจัดระดับของโรงแรมคือ

- กลุ่มดาวเดียว = ขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์ง่าย ๆ กันเอง

- กลุ่มสองดาว = ตกแต่งมีระดับสูงกว่าดาวเดียว ห้องพักกว้างขึ้น ห้องน้ำในตัว

- กลุ่มสามดาว = ตกแต่งอย่างดี ห้องพักกว้างขึ้น บริการอาหารเครื่องดื่ม

- กลุ่มสี่ดาว = ห้องพักขนาดใหญ่ มีมาตรฐานสูง

- กลุ่มห้าดาว = ห้องพักขนาดใหญ่ มีมาตรฐานสูง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องอาหาร



Motel

- มีขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเพราะความต้องการเพิ่มขึ้นของนักเดินทาง

- เซลแมนในอดีตมักขอใช้บ้านชาวนาอยู่

- สถานที่พักแรมที่มีลานจอดรถแห่งแรก คือ อัสคิน คอตเทจ แคมป์



การดำเนินงานในโรงแรม

- Front office

- Accounting

- Food & Beverage

- Human resources

- Sales & Maketing

- Housekeeping



ประเภทของห้องพัก

- Single bed room

- Double bed room

- Twin bed room

- Suite

บทที่ 5 การคมนาคมขนส่ง

การคมนาคมขนส่ง

การคมนาคมขนส่ง (Transportations)

คือ กระบวนการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยสื่อกลางต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขและราคาที่ได้ตกลงกันไว้



เส้นทาง (Way) ปัจจัยพื้นฐานรองรับพาหนะในการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แบ่งเป็น

- ทางธรรมชาติ เกิดขึ้นเอง

- ทางธรรมชาติที่ได้รับการปรับปรุง

- ทางที่มนุษย์สร้างขึ้น



สถานี (Terminal)

สถานที่ให้บริการพาหนะต่างๆ ตามความต้องการเฉพาะด้าน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนพาหนะหรือด้านการจราจร



ประเภทของการคมนาคมขนส่ง

1.ทางบก

- ระยะแรกใช้งานคนต่อมาใช้สัตว์ลากรถ 6 ล้อ ต่อมาพัฒนาเป็นรถลาก 4 ล้อ ใช้ม้าลาก พร้อมๆกับพัฒนาเส้นทาง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1480 มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสาร (stage coach) ในประเทศอังกฤษ

- เครื่องจักรไอน้ำ ทำให้เกิดการขนส่งด้วยรถไฟเป็นครั้งแรกในอังกฤษ ค.ศ.1825

- ประดิษฐ์รถยนต์ใน ค.ศ.1920

การคมนาคมขนส่งทางบกของประเทศไทย

ทางบก – ใช้เกวียนเป็นอุปกรณ์ขนส่ง



2.ทางน้ำ (เก่าแก่ที่สุด)

- พัฒนาจากแพ เรือขุด เรือหนังสัตว์ (Coracles) สำเภาที่อาศัยแรงลมขับเคลื่อน

- เครื่องจักรไอน้ำในเรือ ค.ศ.1772 มีการขนส่งผู้โดยสารในเรื่องจักรไอน้ำครั้งแรกในอังกฤษ (Manchester and London Bridge)

- ค.ศ.1815 บริการเรือสำราญ โดยเรือซีลอน ในทะเลเมดิเตอเรเนียน เมืองท่าในอิตาลี กรีซ อียิปต์ และแอฟริกาตะวันออก

- ค.ศ.1819 เรือกลไฟ savannah แล่นข้ามมหาสมุทรเป็นครั้งแรกระหว่างเมือง savannah รัฐจอเจีย กับเมือง Liverpool ในอังกฤษ

- ค.ศ.1900 เรือสำราญสมบูรณ์แบบชื่อ Princess Victoria Louis

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจเรือสำราญกระทบกระเทือนมากในเอเชีย ตั้งบริษัท Star cruise 1993 ในไทยใช้เรือเล็กขนส่งในระยะทางใกล้ๆ แล้วพัฒนาเป็นสำเภาใหญ่แบบจีนและยุโรปแล้วพัฒนาเป็นเรือกลไฟ



การขนส่งผู้โดยสารทางทะเลในไทย มีบริษัทเดินเรือสำราญ 2 บริษัท คือ

1. ซีทรานควีน

2. สยามครูซ



3.ทางอากาศ

- ประดิษฐ์เครื่องบินครั้งแรก ค.ศ.1903 โดยพี่น้องตระกูล Wright ในสงครามโลกครั้งที่ 1

- เกิดธุรกิจการบินครั้งแรกระหว่างเมืองลอนดอนและปารีส ค.ศ.1919

- เกิดการขนส่งผู้โดยสารครั้งแรกที่อเมริกา ที่บอสตันไปนิวยอร์ก ค.ศ.1927 รวมทั้งเริ่มจ้างพนักงานบนเครื่องบิน

- มีการพัฒนาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร



ธุรกิจขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว 3 ประเภท คือ ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

1.ธุรกิจขนส่งทางบก

รถไฟ

- รถไฟ TGV ของฝรั่งเศส

- รถไฟ Euro star ร่วมทุนระหว่างรัฐบาลฝรั่งเศสกับอังกฤษ

- รถไฟ x2000 Metroliner ของสวีเดน

- รถไฟ Shinkansen (Bullet Train) ของญี่ปุ่น



รถยนต์ส่วนบุคคล

- นิยมมากที่สุด เนื่องจาก ประหยัน สะดวกรวดเร็ว และคล่องตัว



รถตู้เพื่อนันทนาการ (Recreational Car)

- ให้บริการโดยเช่า

- ทำให้เกิดการเติบโตของธุรกิจให้เช่าที่จอดรถตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีเครื่องอำนวยความสะดวก



2.ธุรกิจการขนส่งทางน้ำ

- เรือเดินทะเล

- เรือสำราญ

- เรือข้ามฟาก



3.ธุรกิจขนส่งทางอากาศ

เที่ยวบินประจำ (Scheduled air service) บินระหว่างเมืองต่อเมือง ตารางบินแน่นอน

บริษัทขนส่งจำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2473 ชื่อบริษัทเดินอากาศ จำกัด

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

บทที่ 4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยว เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีคำจำกัดความ ๓ คำที่จำเป็นต่อการศึกษาแหล่งท่องเที่ยว
1) ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว (Tourism Resources) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือมนุษย์สร้างขึ้น ทั้งในรูปธรรมและนามธรรม นำไปใช้เพื่อเกิดการพักผ่อน การประกอบกิจกรรมนันทนาการ นำไปสู่ความพอใจและความสุขในแบบต่างๆ
2) จุดหมายปลายทาง (Destination) คือ สถานที่ๆใดที่หนึ่ง เป็นที่เฉพาะ หรือทั่วไป หรือหลายๆที่ ต่อการเดินทางครั้งหนึ่ง
3) สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว (Tourist Attraction) คือ สถานที่ที่มีศักยภาพดึงดูดคนไปเยี่ยมชม หรือ ประกอบกิจกรรมนันทนาการดังนั้น แหล่งท่องเที่ยว คือ สถานที่ๆเกิดจากธรรมชาติ หรือ มนุษย์สร้างที่มีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว เพื่อตอบสนองความพึงพอใจ หรือประกอบกิจกรรมนันทนาการ


ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว
1. จุดมุ่งหมายหลัก คือ สถานที่ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมุ่งตรงไปยังสถานที่นั้น

2. จุดมุ่งหมายรอง คือ สถานที่ที่นักท่องเที่ยวแวะพัก หรือเยี่ยมชมระหว่างทางในเวลาสั้นๆ

ความเป็นเจ้าของ คือ ผู้ที่ดูแลแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ รัฐบาล เอกชน องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร
ความคงทนถาวร คือ การแบ่งตามอายุของแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ ที่เป็นสถานที่ ที่เป็นเทศกาล
ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
1) แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ คือ ที่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งชีวภาพและกายภาพ รวมบริเวณที่มนุษย์เข้าไปปรับปรุงแต่คงสภาพธรรมชาติเอาไว้ เช่น ภูเขา น้ำตก ทะเล น้ำพุร้อน สวนสัตว์เปิด อุทยานแห่งชาติ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น


2) แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ ที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ อายุ และรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างกันออกไป ได้แก่ ศาสนสถาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆในประเทศไทย
กรมศิลปากรได้แบ่งโบราณสถานออกเป็น ๗ ประเภท ได้แก่

1. โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ คือ ที่ที่มีความสำคัญสูงสุด หากไม่มีจะเกิดความสูญเสียอย่างมาก เช่น พระบรมมหาราชวัง พระธาตุดอยสุเทพ
2. อนุสาวรีย์แห่งชาติ คือ อนุสรณ์ที่สร้างเพื่อบุคคล หรือเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์
3. อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ คือ อาคารสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่มีคุณค่าอย่างสูงทางศิลปะ เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม
4. ย่านประวัติศาสตร์ คือ พื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสถาปัตยกรรมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์
5. อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือ พื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรม วิศวกรรม สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ หรือมนุษย์สร้างที่มีเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ เช่น อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา
6. นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือ เมืองที่มีแบบอย่างทางวัฒนธรรม เช่น อยุธยา
7. ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือ แหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์และซากโบราณ ที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาตร์ที่สำคัญของชาติ เช่น โบราณสถานเวียงกุมกาม แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น คือ ที่ที่มีแบบอย่างการดำเนินชีวิต ความเชื่อ กิจกรรมต่างๆที่สืบทอดกันมา เป็นแบบเฉพาะในแต่ละชุมชน เช่น การแห่นางแมว บุญบั้งไฟ สงกรานต์ เป็นต้น

บทที่3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางท่องเที่ยว

บทที่3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางท่องเที่ยว
แรงจูงใจแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว หมายถึง เครือข่ายทั้งหมดที่กำหนดพฤติกรรมการท่องเที่ยว เป็นแนวคิดทางด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยา- พลังทางด้านจิตวิทยา คือ ความต้องการทำสิ่งต่างๆ เช่น อยากว่ายน้ำ อยากปีนเขา- พลังทางด้านสังคมวิทยา คือ ความอยากมีหน้ามีตาในสังคม อยากทันสมัย อยากดูมีระดับ

ทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
1. ทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น(Hierarchy Of Needs)ของ Abraham Maslow- Maslow ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการไม่สิ้นสุด ความต้องการที่เป็นตัวกระตุ้น
2. ทฤษฎีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง(Travel Career Ladder)ของLundberg- Lundberg ได้กล่าวไว้ว่า การท่องเที่ยวเกิดจากความต้องการขั้นสูงสุดเพื่อตอบสนอง
ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
ความต้องการพัฒนาบุคลิกภาพ
ความต้องการทำสิ่งที่้ท้าทาย
ความต้องการเห็นสิ่งที่แปลกใหม่
แรงจูงใจวาระซ้อนเร้น (Hidden Agenda)ของCrompton มี 7 ปนระเภท
1. การหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่จำเจ
2. การสำรวจและการประเมิตนเอง
3. การพักผ่อน
4. ความต้องการเกียรติภูมิ
5. ความต้องการที่จะถอยกลับไปสู่สภาพดั้งเดิม
6. การกระชับความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
7. การเสริมสร้างการสังสรรค์ทางสังคม

แรงจูงใจทางการท่องเที่ยวในทัศนะของ Swoarbroke มี ๖ ประเภท
๑. แรงจูงใจทางด้านสรีระ หรือ ทางกายภาพ
๒. แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม
๓. การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองความรู้สึกบางอย่าง
๔. การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานภาพ
๕. แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง
๖. แรงจูงใจส่วนบุคคล

แนวโน้มของแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
Pearce, Morrison และ Rutledge (๑๙๙๘) ได้่นำเสนอแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวไว้ ๑๐ประการ ดังต่อไปนี้
1.แรงจูงใจที่จะได้สัมผัสสิ่งแวดล้อม

2. แรงจูงใจที่จะได้พบปะกับคนในท้องถิ่น

3. แรงจูงใจที่จะ่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน

4. แรงจูงใจที่เสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว

5. แรงจูงใจที่จะได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่สบาย
6. แรงจูงใจที่ได้ทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจและฝึกทักษะ

7. แรงจูงใจที่จะมีสุขภาพดี

8. แรงจูงใจที่จะได้รับการคุ้มกันและความปลอดภัย

9. แรงจูงใจที่จะได้รับการยอมรับและสถานภาพทางสังคม

10. แรงจูงใจที่จะให้รางวัลแก่ตนเอง
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
ลักษณะภูมิประเทศจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกซึ่งมีได้ ๒ ลักษณะ ๑) การเปลี่ยนแปลงภายในเปลือกโลก เช่น ภูเขา ภูเขาไฟ ที่เกิดจากการดันตัวของ ความร้อนใต้ผิวโลก ๑.๒ ลักษณะภูมิอากาศ สภาพอากาศที่ แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จะทำให้เกิดสภาพภูมิประเทศที่สวยงามต่างกัน และดึงดูดนักท่องเทียวต่างถิ่นเข้ามาท่องเที่ยวสถานที่นั้นๆได้มากขึ้น๒. ปัจจัยทางวัฒนธรรมคือ วิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมและหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต ซึ่งมีการสืบทอดปฏิบัติต่อกันมา อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา ในแต่ละชาติจะมีวัฒธรรมที่แตกต่างกัน การท่องเที่ยวโดยอาศัยปัจจัยทางวัฒนธรรม จะก่อให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆและเกิดการแลกเปลี่ยน นำไปสู่การเกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ ทั้งดีหรือไม่ เกิดขึ้น

บทที่ 2 ลักษณะของอุตสาหกรรมและธุรกิจท่องเที่ยว

ความสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Industry) ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจหลายประเภท ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางอ้อม หรือธุรกิจสนับสนุนต่าง ๆ การซื้อบริการของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็น การส่งสินค้าออกที่มองไม่เห็นด้วยสายตา (Invisible Export) เพราะเป็นการซื้อด้วยเงินตราต่างประเทศ การผลิต สินค้า คือ บริการต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวซื้อก็จะต้องมีการลงทุน ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่ในประเทศและจะช่วยให้เกิด งานอาชีพอีกหลายแขนง เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ทางด้านสังคมการท่องเที่ยวเป็นการพักผ่อนคลาย ความตึงเครียด พร้อม กับการได้รับความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมที่ผิดแผกแตกต่างออกไปอีกครั้ง อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่มาของรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับดุลการชำระเงินได้ เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ การท่องเที่ยวยังมีบาทบาทช่วยกระตุ้นให้มีการนำเอาทรัพยากรของประเทศมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ที่ผู้อยู่ในท้องถิ่นได้เก็บมาประดิษฐ์เป็นหัตถกรรมพื้นบ้าน ขายเป็นของ

ที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งสรุปได้ว่าบาทบาทและความสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจสังคมและการเมือง มีดังต่อไปนี้

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก่อให้เกิดรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา รายได้จาก การท่องเที่ยวได้กลายเป็นรายได้ลำดับที่ 1 เมื่อเทียบกับรายได้จากสินค้าออกอื่น ๆ รายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้มาในรูปของเงินตราต่างประเทศนี้มีส่วนช่วยในการสร้างเสถียรภาพ ให้ กับดุลยภาพชำระเงิน เช่น ในปี พ.ศ. 2527 การท่องเที่ยวทำรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ 27,317 ล้านบาทนั้น รายจ่ายจากการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย เป็นเงินเพียงประมาณ 7,208 ล้านบาท ส่วนที่เกินดุลนี้จึงมีส่วน ช่วยแก้ไขการขาดดุลในด้านอื่นได้เป็นอย่างมาก รายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นรายได้ที่กระจายไปสู่ประชากรอย่างกว้างขวาง สร้างงานสร้างอาชีพมากมายและเป็นการเสริมอาชีพด้วยอาชีพที่เกิดต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว เช่น การผลิตหัตถกรรมพื้นบ้าน หรือการ ผลิตอาหารไปป้อนตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็จะเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้เป็นอย่างดี หรือในเมืองท่องเที่ยว ก็อาจจะเป็นผู้นำเที่ยวด้วย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีบาทบาทในการสร้างงาน สร้างอาชีพอย่างมากมายและกว้างขวาง เนื่องจากเป็น อุตสาหกรรมบริการที่ต้องใช้คนทำหน้าที่บริการ โดยเฉพาะในธุรกิจทางตรง เช่น โรงแรม ภัตตาคาร บริษัท นำเที่ยว ฯลฯ ส่วนในธุรกิจทางอ้อมอาจเป็นอาชีพเสริม เช่น หัตถกรรมพื้นบ้าน การใช้เวลาว่างมารับจ้างก่อสร้าง เป็นต้น การท่องเที่ยวจะมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดการผลิตและนำเอาทรัพยากรของประเทศมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางไปที่ใดก็จะต้องใช้จ่ายเป็นค่าอาหารซื้อผลิตผลพื้นเมือง และหากพักแรมก็จะ ต้องใช้จ่ายเป็นค่าที่พัก เงินที่จ่ายออกไปนี้จะไม่ตกอยู่เฉพาะกับโรงแรมแต่จะกระจาย ออกไปสู่เกษตรกรรายย่อยต่าง ๆ เมื่อหัตถกรรมพื้นเมืองขายเป็นของที่ระลึกได้ก็จะมีการใช้วัสดุ พื้นบ้านมาประดิษฐ์เป็นของที่ระลึกแม้จะ เป็นรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เมื่อรวมกันเป็นปริมาณมาก ๆ ก็เป็นรายได้สำคัญ ซึ่งจะกระตุ้นการผลิตหรือที่เรียกว่า Multiplier Effect ทางการท่องเที่ยวซึ่งอยู่ในลักษณะที่สูงมาก เมื่อเทียบกับการผลิตสินค้า หรืออุตสาหกรรม อื่น ๆ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีขีดจำกัดในการจำหน่าย อาจเรียกได้ว่าเป็น Limitless Industry เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ จากสถิติที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวนานาชาติของโลก ได้มีปริมาณที่เพิ่ม ขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. 2493 นักท่องเที่ยวนานาชาติทั่วโลกมีจำนวนเพียง 25 ล้านคน และได้เพิ่มขึ้นเป็น 290 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2527 กระนั้นก็ดีนักวิชาการทางการท่องเที่ยวก็ยังเชื่อว่า ปริมาณการท่องเที่ยวที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแต่เพียงการเริ่มต้น เท่านั้นเพราะว่าประชากรของโลก จะเพิ่มจำนวนขึ้นตลอดเวลา ในขณะที่วิวัฒนาการด้าน

การขนส่งที่สามารถขนส่งผู้โดยสารได้จำนวนมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางถูกลง การเดินทางท่องเที่ยว จึงมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูง ดังแต่ก่อนเท่านั้น

การท่องเที่ยวถือได้ว่า เป็นเรื่องของ ความพึงพอใจของแต่ละบุคคล องค์การสหประชาชาติประกาศว่า " การเดินทางท่องเที่ยวเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งที่รัฐพึงสนับสนุน " อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่มีขีดจำกัดในเรื่องการผลิต เพราะไม่ต้องพึ่งดินฟ้าอากาศเหมือนการเกษตรอื่น ๆ ผลผลิตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่เสนอขายให้แก่นักท่องเที่ยว คือ ความสวยงามของธรรมชาติ หาดทราย ชายทะเล ป่าไม้ ภูเขา สภาพอากาศและสิ่งที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้น เช่น พระบรมมหาราชวัง วัดวาอาราม โบราณสถาน อาคารบ้านเรือนในท้องถิ่น ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรูปธรรมที่มีความยั่งยืนไม่ผันแปรหรือขึ้นอยู่กับสภาพฝนฟ้าอากาศดังเช่นการผลิตด้านเกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรมอื่น ไม่ต้องลงทุนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงได้รับการสนับสนุน และ หันมาใช้อุตสาหกรรมนี้เป็นประโยชน์เพิ่มเติมต่ออาชีพเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม นับเป็นความได้เปรียบอย่างมากของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วยสนับสนุนฟื้นฟู อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว สังคมไทยเป็นสังคมของชาติเก่าแก่สืบเนื่องมาเป็นพันปี จึงมีวัฒนธรรมระเบียบประเพณี นาฏศิลป์ การละเล่น ฯลฯ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นเป็นมรดกตกทอดที่ควรค่าแก่การนำออกเผยแพร่ฟื้นฟู และอนุรักษ์ไว้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะมีบทบาทในการสร้างสรรค์ความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ เมื่อเกิดการเดินทางท่องเที่ยว จากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้น ที่จะได้ช่วย สร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในท้องที่นั้น ๆ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งก็จะต้องมี ผู้ลงทุนในหลาย ๆ ลักษณะเป็นการสร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่นเหล่านั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นมาตรการที่ช่วยส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่พื้นที่ที่ได้รับการพัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวจะเลือกเดินทางไปที่ใดจะต้องมั่นใจว่าจะมีความปลอดภัย ทั้งชีวิตและ ทรัพย์สิน ฉะนั้น แหล่งใดที่นักท่องเที่ยวเข้าไปได้

แหล่งนั้นจะต้องมีความปลอดภัยเพียงพอ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีส่วนช่วยเสริมสร้างสันติภาพ สัมพันธไมตรี และความเข้าใจอันดีด้วยเป็นหนทางที่ มนุษย์ต่างสังคมได้พบปะทำความรู้จักและเข้าใจกัน เมื่อประชากรในประเทศเดียวกันมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยการเดินทางไปมาหาสู่กัน ผลก็คือ ความสามัคคีสมานฉันท์ของคนในชาติ ในทำนองเดียวกัน การท่องเที่ยวระหว่างประเทศก็จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ที่จะนำไปสู่ความเป็นเพื่อนร่วมโลก ที่จะช่วยกันรักษาสัมพันธไมตรีให้มั่นคงเป็นการช่วยจรรโลงสันติภาพแก่โลก

บทที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

My Lecture : บทที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว
บทที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

การเดินทางในลักษณะที่เป็นการเดินทางท่องเที่ยวตามเงื่อนไขสากล(WTO)
1. เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว
2. เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ
3. เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตาม ที่มิใช่เพื่อประกอบอาชีพหรือหารายได้ และในที่ประชุมได้ให้

ความหมายของผู้เดินทางว่า ผู้เยี่ยมเยือน ซึ่งแบ่งเป็น

1.นักท่องเที่ยว (Tourist) นัก ท่องเที่ยว คือผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยว พักอาศัย มาเยือน เป็นการชั่วคราว และมาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง ท่องเที่ยว และกิจกรรมนันทนาการกลุ่มนักท่องเที่ยว ได้แก่

ผู้ที่ไม่มีถิ่นฐาน หรืออยู่อาศัยในสถานที่ที่ไปเยือน
ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศนั้น หรือเป็นคนถิ่นเดิม แต่ไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นแล้ว
ผู้ที่เป็นลูกเรือ ไม่มีถิ่นพำนัก และพัก ณ สถานที่นั้น มากกว่า 24 ชั่วโมง
2.นักทัศนาจร (Excursionist) นักทัศนาจร คือผู้ที่มาเที่ยวเป็นการชั่วคราว และพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญกลุ่มนักทัศนาจร ได้แก่

ผู้โดยสารเรือสำราญหรือเรือเดินสมุทร
ผู้ที่มาเยือนและจากไป ภายในวันเดียว
1. เพื่อความเพลิดเพลิน พักผ่อน ซึ่งรวมไปถึงการเยี่ยมญาติมิตร อาทิเช่น การไปอาบแดดชายทะเล ไปสนุก2. เพื่อธุรกิจ ควบคู่ไปกับการทำงานแต่ไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพ รวมไปถึงการสัมมนา อาทิ การสำรวจตลาด3. เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อาทิ การเดินทางศึกษาธรรมชาติ เผยแพร่ศาสนา รักษาโรคภัยไข้เจ็บ แข่งกีฬา


ประเภทการท่องเที่ยว แบ่งตามสากลได้3 วิธีใหญ่ๆ
1. ท่องเที่ยวภายในประเทศ ผู้ที่อาศัยในประทเศนั้นและเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของตน ೨
2. ท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ ผู้ที่อาศัยอยู่ที่อื่นแล้วเดินทางเข้ามาเที่ยวภายในประเทศนั้นๆ ೩
3. ท่องเที่ยวนอกประเทศ ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่งแล้วเดินทางออกไปยังต่างประเทศ



การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง
การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ แบ่งออกเป็น-กรุ๊ปเหมา คือ การท่องเที่ยวของคณะที่มีความสัมพันธ์กัน-กรุ๊ปจัด คือ การที่นักท่องเที่ยวไม่มีคสามสัมพันธ์กันทั้งส่วนตัวและการงาน เช่นการซื้อโปรแกรมทัวร์
การท่องเที่ยวแบบอิสระ นักท่องเที่ยวจะวางแผนการเดินทางเอง เดินทางโดยลำพัง หรือใช้บริการไกด์นำเที่ยวก็ได้ เช่นการไปเที่ยวเป็นครอบครัว


วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และพักผ่อน (Holiday) เป็นการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน และเพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่ใหม่ๆ รวมไปถึงการเดินทางไปเยี่ยมญาติมิตรด้วย (Visits to Friends and Relatives : VFR)
เพื่อธุรกิจ (Business) เป็นการเดินทางที่ร่วมไปกับการทำงาน แต่วัตถุประสงค์หลักคือการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น และยังรวมไปถึงการเดินทางเพื่อเข้าประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และจัดนิทรรศการ MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions)
เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และซับซ้อนมากกว่าการพักผ่อนหรือประชุม เช่น การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ
องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ
ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
ที่สนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว จึงหมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ การวางแผน การตลาด แต่คำว่าสินค้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเรียกว่า สินค้าที่จับต้องไม่ได้ และไม่เคลื่อนที่ไปหาผู้ซื้อ
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
ธุรกิจการคมนาคมขนส่ง บก น้ำ อากาศ
ธุรกิจที่พักแรม
ธุรกิจร้านอาหาร
ธุจกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์
องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว
การจำหน่ายของที่ระลึก
การจัดประชุมสัมมนา
การบริการข่าวสารข้อมูล
การอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย
การอำนวยความสะดวกด้านการเข้าเมือง


ความสำคัญของการท่องเที่ยว
สร้างรายได้เงินตราเข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก
การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น
การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการนำเอาทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่า
การท่องเที่ยวช่วยลดปัญหาการว่างงาน
ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีงามของมวลมนุษยชาติ
มีส่วนในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม
มีส่วนช่วยในการลดปัญหาสังคม เนื่องจากคนมีรายได้จากการทำงาน
ช่วยฟื้นฟู อนุรักษ์วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม สร้างความภูมิใจของศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม
ทำให้คนในสังคมรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่นนำผลิตผลในท้องถิ่นมาขายเป็นสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก
ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย
บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง “Pérégrinação”เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้น จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย

ประวัติของปินโต
ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจน ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583
หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ

รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação”

ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกล่าวถึงจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์

คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”

ความน่าเชื่อถือ
งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
หนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะมีผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางหรือนักการทูต มิใช่พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่า



สรุป
งานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว